Fic

2010/Dec/21

 
 
 

----------------------------------

Chapter 29 – 33 (End)

ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในนิวยอร์ค วันที่ 18 ตุลาคม 2005 เวลา 20.13 น.

เหล่าสมาชิกในแผนกสืบสวนคดีพิเศษแทบจะมาอยู่ที่นี่กับครบหลังจากที่คาเรนนั้นถูกพามายังห้องไอซียูด้วยอาการที่เรียกได้ว่าหนักหนาสาหัสมากจนหมอเองก็ไม่อาจรับรองได้ว่าจะรอดชีวิต เพราะผลจากการตกจากที่สูงแม้จะได้มังกี้รองรับตัวไว้ แต่มันก็ยังมีผลทำให้กระดูกซี่โครงของคาเรนนั้นหักทิ้มปอดจนหมอเองต้องผ่าตัดรวมเกือบหกชั่วโมงแต่ก็ทำได้เพียงยื้อชิวิตไว้เท่านั้น

“ไม่คิดเลยคุณลินดาจะเป็นพวกของกานอซซ่า ทั้งที่อยู่ด้วยกันมาตั้งนานแท้ ๆ ยังทำร้ายกันได้ลง” สตีฟกล่าวด้วยใบหน้าที่ยังแดงก่ำพอกับขอบตาที่ยังบวมช้ำจากการร้องไห้เมื่อทราบข่าวการเสียชีวิตของริชาร์ด ด้วยสำหรับเขาที่รู้จักคุ้นเคยทั้งริชาร์ดและลิซ่าและต้องมาเสียคนที่รู้จักทั้งสองไปทำให้เขารู้สึกเศร้าเสียใจอย่างมาก แถมคาเรนยังมามีสภาพเช่นนี้ กระนั้นเขาก็อดที่จะทำใจเชื่อไม่ได้ว่าลินดาที่เขาเห็นกันมาตั้งแต่ตั้งทีมนี้จะเป็นผู้ทรยศที่ทำเรื่องเช่นนี้

แอธร่อนเดินไปตบบ่าของสตีฟเบา ๆ เขาเองก็ไม่รู้จะกล่าวคำใดเพื่อปลอบใจสตีฟดี ไม่ต่างจากดูลอนที่ได้แต่ยืนมองห้องพักของคาเรนที่เต็มไปด้วยเครื่องมือช่วยชีวิตมากมาย พวกเขาได้แต่เพียงรอด้วยความหวังเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเองว่าคาเรนนั้นจะไม่ตามริชาร์ดไปอีกคน

มอเฟียชและฟิลด์ที่ไปรายงานสิ่งที่เกิดขึ้นต่อเบื้องบนเดินมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเมื่อทราบอาการของคาเรน พวกเขาเดินมาสมทบพวกของสตีฟ แอธร่อนและดูลอนที่นั่งเฝ้ารอความหวังว่าคาเรนจะรอดอยู่ มอเฟียชนั้นเดินมาหยุดที่หน้าห้องของคาเรนพลางจดจ้องไปที่เตียงซึ่งคาเรนนอนรักษาตัวอยู่ด้วยความเป็นกังวล ใขณะที่ฟิลด์นั้นก็ไปนั่งข้าง ๆ สตีฟที่ดูจะกลัดกลุ้มโดยไม่ได้กล่าวอันใด เพราะเขาเองก็เอ่ยสิ่งใดไปไม่ถูกต่อสถานการณ์เช่นนี้

“ว่าแต่คุณมอเฟียชทราบได้ยังไงน่ะครับว่าลินดาที่เป็นสายให้กานอซซ่า” ดูลอนเดินไปใกล้มอเฟียชพร้อมทั้งเอ่ยถามขึ้น ด้วยพวกเขาทั้งหมดเองก็ยังคงงงุนงงต่อเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างมาก

มอเฟียชจ้องมองคาเรนอยู่ครู่หนึ่ง เขาเชื่อว่าที่คาเรนเป็นเช่นนี้เพราะตัวเธอเองก็คงจะรู้ว่าลินดานั้นเป็นสายให้กานอซซ่าเพียงแต่ว่าอาจจะรู้ได้ด้วยสถานการณ์ที่ต่างกันเพราะคาเรนนั้นมีความคิดความอ่านที่ไวกว่าเขาพอสมควร จึงอาจจะคาดเดาบางสิ่งได้ เขาเองนั้นก็รู้สึกว่าถ้าตอนนั้นเขาสั่งห้ามไม่ให้คาเรนออกไปทำอะไรก่อนเรื่องอาจจะไม่จบเช่นนี้ก็เป็นได้

แต่ในเมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นแล้วก็คงได้แต่ทำใจและทำงานกันต่อไป เขาจึงหันมามองดูลอนเล็กน้อยก่อนที่จะหลับตาลงด้วยความรู้สึกเคร่งเครียดแล้วตอบพวกเขาทั้งหมดที่รอฟังอยู่ไป
“ผมประเมินจากเหตุการณ์ทั้งหมดโดยเริ่มจากหาว่าข้อมูลเริ่มรั่วตอนใหน ซึ่งผมก็มาสังเกตว่าข้อมูลบางอย่างที่ไม่น่าจะมีใครรู้ได้ในตอนที่มีการไล่ล่า D-1 คือ ใครหรืออะไรเป็นผู้จัดการเจ้า D-1”

“ก็รู้กันทั่วกันนี่ครับว่าเป็นผลงานของริชาร์ดกับคาเรน” แอธร่อนเอ่ยด้วยความสงสัยเพราะคนที่ไปปะทะ D-1 ในเหตุการณ์นั้นก็คือสองคนนี่เท่านั้นเอง

“ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอก สิ่งที่ทำให้ผมสงสัยคือ รองผู้บัญชาการกองทัพบกรู้ได้ยังไงว่ามีการใช้อาวุธที่เป็นอาวุธพิเศษในการจัดการเจ้า D-1 ทั้งที่พวกเราเองยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ ความเป็นไปได้คือ มีใครบางคนติดตาคาเรนและริชาร์ดไป ซึ่งในช่วงเวลานั้นมีแต่คนของ FBI ผมจึงไปเช็คกับคนประสานงาน ณ เวลานั้นว่ามีใครที่ติดตามคาเรนลิชาร์ไปบ้าง ซึ่งคำตอบก็...”

“คุณลินดา” แอธร่อนกล่าวรับด้วยสีหน้าเคร่งเครียด จริง ๆ เขาจะขัดไปว่าคงเป็นเพียงความบังเอิญ อาจจะเป็นใครอื่นที่ส่งข้อมูลให้รองผู้บัญชาการกองทัพบก แต่เรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว คงไม่สามารถแก้ต่างอะไรให้ได้แล้ว

“ผมเองก็เพียงแต่สงสัยน่ะนะ แต่อยู่ ๆ เธอก็หายไปไม่บอกไม่กล่าว ผมยังคิดว่าเธออาจจะเป็นเหยื่อของพวกนั้นก็ได้ แต่ก็ดันเกิดเรื่องกับริชาร์ดและคาเรน เรื่องมันเลยสรุปได้ในทันทีเลย” มเฟียชตอบในขณะที่ยังคงมองคาเรนอย่างไม่วางตา

“ล...แล้ว เจ้า D-2 มันตายไปแล้วแบบนี้ หน้าที่ของพวกเราก็หมดแล้วรึครับ” สตีฟเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย ใจจริงเขาอยากให้หน้าที่ในเวลานี้คือการไล่ล่าตัวการใหญ่เสียมากกว่าเพียงแค่พวกสัตว์ประหลาดตายหมดแล้วก็พอ

มอเฟียชหันมามองสตีฟเล็กน้อย แม้เขาจะไปรายงานข้อมูลต่าง ๆ ต่อเบื้องบนมา แต่ก็ยังไม่มีคำสั่งปฏิบัติการ หรือยุบหน่วยงานแต่อย่างใด ทำให้เขายังมีความหวังว่าจะได้สานงานต่อและจัดการเจ้าตัวการใหญ่ แต่เพราะยังไม่มีคำสั่งเขาจึงไม่สามารถตอบอะไรได้ ทว่าก่อนที่มอเฟียชจะตอบสตีฟไปนั้น

“พวกคุณได้รับหน้าที่ให้ดูแลเรื่องนี้ต่อ เพราะงานของพวกคุณไม่ใช่แค่สืบหาเจ้าสัตว์ประหลาด แต่เป็นการตามหาต้นตอของปัญหาแล้วจัดการมันซะ”

ทุกคน ณ ที่นั่นต่างหันไปมองเจ้าของเสียง ผู้ซึ่งเดินมาด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดและดูจริงจังอย่างมาก

“ท่านรัฐมนตรีความมั่นคง!!” มอเฟียชนั้นมองพร้อมทั้งเอ่ยออกมาด้วยความตกใจ เพราะไม่คิดว่าเชอร์ทอฟจะมา ณ โรงพยาบาลแห่งนี้ หากแต่เมื่อนึกถึงความสัมพันธ์ของเชอร์ทอฟและคาเรนก็ไม่น่าแปลกใจสักเท่าไหร่

แอธร่อน ดูลอน สตีฟและฟิลด์เมื่อได้ยินตำแหน่งที่มอเฟียชเอ่ยขึ้น ทั้งหมดก็ยืนตรงแสดงความเคารพทันที ซึ่งเชอร์ทอฟนั้นก็พยักหน้ารับเล็กน้อย ก่อนที่จะหันไปมองคาเรนที่อยู่ภายในห้องด้วยสีหน้าที่ดูเป็นกังวล จนมอเฟียชนั้นต้องเอ่ยขอโทษออกไปด้วยความรู้สึกว่ามันเป็นความผิดที่เขาไม่อาจจะดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาได้เช่นนี้

“ผมต้องขอโทษท่านรัฐมนตรีด้วยนะครับ ที่ประมาทจนคุณคาเรนต้องเป็นอย่างนี้”

เชอร์ทอฟมองมอเฟียชเล็กน้อยก่อนที่จะยกมือขึ้นมาส่ายไปมาแล้วเอ่ยกลับ
“มันไม่ใช่ความผิดของพวกคุณหรอก ถ้าไม่เข้าข้างหลานตัวเองเกินไปนัก ผมจะบอกว่าเรื่องนี้คาเรนพลาดเอง”

คำตอบของเอร์ทอฟทำให้คนอื่น ๆ ต่างประหลาดใจโดยเฉพาะคำที่กล่าวราวกับว่าคาเรนนั้นเป็นหลาน แต่ไม่ใช่กับมอเฟียชที่ทราบถึงความสัมพันธ์นี้ดี กระนั้นเขาก็อดประหลาดไม่ได้อยู่ดีที่เชอร์ทอฟกล่าวเหมือนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เกิดจากความประมาทของคาเรน
“ผมไม่ค่อยเข้าใจนะครับท่านรัฐมนตรี ผมว่าคุณคาเรนไม่น่า...”

“เธอพลาดค่ะ...”

ลิลิธในชุดสีแดงใส่เสื้อคลุมและกางเกงสีดำ สวมแว่นตาดำกล่าวพลางเดินมาสมทบเชอร์ทอฟ ซึ่งการมาของลิลิธนั้นดูจะทำให้คนอื่น ยกเว้นตัวเชอร์ทอฟออกอาการประหลาดใจที่อยู่ ๆ มีหญิงสาวที่ใหนมาเอ่ยเช่นนี้ หากแต่เมื่อพิจารณาลักษณะรูปร่างหน้าตาแล้วแอธร่อนและดูลอนก็แทบจะร้องอ๋อออกมาในทันที

“คุณ!! เพื่อนของคาเรนงั้นรึ!!”

“ลิลิธค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะทุกท่าน” ลิลิธยิ้มเล็กน้อย ก่อนที่จะหันไปมองคาเรนด้วยสายตาที่ดูห่วงใย ขัดกับสีหน้าของเธอที่ดูเรียบเฉยและเย็นชาราวกับว่าเธอนั้นทั้งสงสารและไม่สงสารในเวลาเดียวกันเช่นนั้น

สตีฟที่ฟังคำของลิลิธซึ่งออกตัวว่าเป็นเพื่อนของคาเรน แต่เธอกลับพูดอย่างไม่มีเยื่อใยว่าเป็นความผิดพลาดของคาเรนทั้งที่เรื่องที่เกิดขึ้นน่าจะโทษศัตรูที่ทำให้เกิดเรื่องเช่นนี้ เขาจึงเอ่ยออกไปด้วยความไม่พอใจเท่าไหร่นัก
“ผมไม่คิดว่าคุณคาเรนทำอะไรพลาดนะครับ ผมว่าเธอทำทุกอย่างเต็มความสามารถแล้ว!!”

ลิลิธหันมาจดจ้องสตีฟพลางกอดอกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เธอจะยิ้มที่มุมปากให้กับเขา แล้วหลับตาพลางผายมือทั้งสองออกด้านข้างพร้อมหัวเราะในลำคอเล็กน้อย จากนั้นจึงหันกลับไปมองคาเรนในห้องอีกครั้งและเอ่ยออกไป
“รู้สึกว่าลูซี่นี่จะได้เพื่อนดี ๆ แยะขึ้นนะนี่ แต่ถึงอย่างนั้น...”

เธอค่อย ๆ ถอดแว่นตาดำแล้วปรายตามองสตีฟช้า ๆ ซึ่งเผยให้เห็นนัยน์ตาสีแดงที่ดูน่ากลัวจนแทบจะสะกดสตีฟให้ยืนนิ่งด้วยความหวาดหวั่นก่อนที่เธอจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เรียบเย็น
“เธอพลาด ความผิดพลาดทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะความลังเลและหวาดกลัวในใจของเธอ จนทำให้ริชาร์ดและมังกี้ต้องตาย”

“มังกี้...คุณหมายถึงเจ้า D-2 นั่นรึ?” มอเฟียชหันมาเอ่ยถามคาเรนด้วยความสงสัยว่าเจ้าสัตว์ประหลาดที่ว่านั่นเกี่ยวอะไรกับข้อผิดพลาดของคาเรน

“หลานฉันนี่สุดท้ายก็ผูกมิตรกับสัตว์ประหลาดจนได้สินะ” เชอร์ทอฟเอ่ยพลางถอนหายใจโดยผู้ที่รับฟังได้แต่ประหลาดใจ ด้วยทุกคนไม่มีใครทราบว่าคาเรนนั้นไปรู้จักมักจี่สนิทสนมกับสัตว์ประหลาดที่เขาไล่ล่ากันอยู่เช่นนั้น ยกเว้นลิลิธที่ทราบเรื่องดีซึ่งเธอก็เอ่ยตอบมอเฟียชออกไป

“ใช่...สัตว์ประหลาดที่พวกคุณไล่ล่านั่นล่ะ แต่สำหรับคาเรนที่ไปห้อยโหนกินผลไม้กันอยู่สามวันมันเป็นมิตรกับเธอค่ะ”

“คุณอยู่ในเหตุการณ์นั่นรึถึงได้กล้าบอกว่าคาเรนพลาด?” แอธร่อนเอ่ยถามไปด้วยความสงสัยที่ลิลิธพูดเสียอย่างกับว่าอยู่ร่วมในเหตุการณ์นั้น ทั้งที่พวกเขาซึ่งไปยังถึงที่เกิดเหตุก็ไม่พบใครแล้วนกจากคาเรนที่อ่อนระโหยโรยแรงและศพของริชาร์ดกับมังกี้

“ก็อยู่ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่องล่ะค่ะ เพียงแต่ก็ยอมรับว่าไม่ได้เห็นตอนที่คาเรนพลาดท่าเสียทีแม่สาวผมบ็อบใส่สูทนั่นหรอก”

“งั้นก็อย่าพูดสิคร