
My Best Friend Wedding เอ้ย My Best Bodyguard
รอฟัดหนังเรื่องนี้ตั้งแต่รู้ว่ามันมีฉาย แต่ก็เพิ่งรู้เมื่อประมาณต้นเดือนนี่เอง เพราะเป็นประชาชนที่ไม่ค่อยได้ดูโฆษณาทีวี เลยไม่ทราบเรื่อง แต่ไปจ๊ะกับป้ายโปรโมทอันเบ้อเร่อที่โรงหนัง ก็ให้คุ้นว่านางเอกนี่ใครกันนะ XD
ออกตัวก่อนก็แล้วกัน
ตัวเองในฐานะคนดูก็จะขอวิจารณ์กันไปตามภาพการที่เห็นและรู้สึกจริง ๆ ไม่ใช่เลียและ/หรืออคติ ต่อเชื้อพระวงศ์แต่อย่างใด ฉะนั้นใครที่บอกว่าจะหิ้วโจ๊กกับกาแฟไปใหนนู๋ที่ห้องกรง ขอเป็นแฮมเบอร์เกอร์ของ Mcdonald ก็แล้วกัน เพราะนครปฐมมันหากินไม่ได้ =_=’
เรื่องย่อ
ขอเชิญท่าน ก็อปคำว่า My Best Bodyguard ไปแปะที่อากู๋แล้ว search ได้เลย ข้าพเจ้าขี้เกียจพิมพ์ (= =’
สำหรับวันนี้ที่ไปดูมา คนไม่ค่อยแยะมากนัก พอ ๆ กับอินทรีแดงเลยก็ว่าได้ (อาจจะชนะไปไม่กี่คน) แต่กระนั้นก็ต้องดูในระยะยาวต่อไป เพราะมันเพิ่งจะวันแรกของการฉาย แถมตัวเองไปดูรอบแรกเลยด้วย รู้ ๆ กันว่าเด็กไทยตื่นสาย คงไม่แหกขี้ตามมาดูกันแต่เช้าแน่นอน
เรื่องวิจารณ์เลยก็แล้วกัน
เนื้อเรื่อง
เนื้อเรื่องประเภทว่ามีไวรัสหลุดมาในประเทศ แล้วต้องหาทางปราบหาทางรักษษนี่มีบ่อยนะคะ แต่ไม่ใช่ประเด็นใหญ่สำหรับเรื่องนี้มากนัก เมื่อดูแล้วประเด็นมันอยู่ที่เรื่องคุณค่าชีวิตมนุษย์ เป็นอะไรที่น่าสนใจมาก ๆ กับหนังไทยที่ไม่ค่อยเล่นประเด็นนี้นัก หรือเล่นแล้วไม่ค่อยดี ซึ่งเรื่องนี้เล่นแล้วดีมาก มากพอเชื่อว่าถ้าจะมีใครทำหนังที่เน้นคุณค่าชีวิตอีก อาจจะเอาเรื่องนี้ไปใช้บ้างก็ได้
ตัวเรื่องสร้างให้คาแรคเตอร์ในเรื่องไม่ใช่ขาว และดำจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นนางเอกของเรื่อง หรือตัวหลัก ๆ ในเรื่องล้วนมีด้านดี และด้านไม่ดีที่ทำให้คนดูหนักใจได้ ไม่ว่าจะเป็นตัวนางเอกที่เชื่อในคุณค่าของมนุษย์แต่กลับไม่เคยเข้าใจพ่อของตนเอง ทัชมือปืนที่ฆ่าคนมากมายแต่กลับเลือกที่จะช่วยเหล่าผู้ติดเชื้อ เจตต์ที่ทำหน้าที่ปกป้องชาติแม้ว่าจะต้องฆ่าคนที่ไม่มีความผิดก็ตาม และณอนที่เลือกจะทดลองไวรัสกับมนุษย์เพื่อให้ได้ยาไปรักษาโกลให้มวลมนุษยชาติ ซึ่งบางครั้งทำให้คนดูคงโลเลได้ว่าจะให้เข้าข้างใครดี ชอบใครดี เกลียดใครดี
ประเด็นคุณค่าชีวิตในช่วงสุดท้ายของชีวิต ก็เป็นสิ่งที่ซึ้งดี หากแต่ตัวหนังไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ด้วยเวลาที่สั้นเกินไป ทำให้เราไม่ได้เห็นมุมมองของเด็กติดเกม และมุมมองในชีวิตของปุ้ยเด็กสาวที่ติดเอดส์ให้มากกว่านี้
กระนั้นมันก็ยังถ่ายทอดให้เราเห็นความคิดของชายที่ดูเหมือนเห็นแก่ตัวและไร้ค่าอย่างอ๊อด (สมพล) และชายที่ถูกเรียกว่าขี้แพ้อย่างเบิ้มในระดับที่พอจะทำให้เราซึ้งได้บ้าง
การปูเรื่องทำได้ลื่นไหลดี มันดูไปเรื่อย ๆ โดยไม่ถูกขัดจังหวะ หรือค้างคาใจนัก และยังมีการหักมุมให้เราอึ้งได้นิด ๆ ซึ่งมันส่งต่อให้เรื่องเล่นไปได้จนจบสมบูรณ์ไม่ค้างคา
เรียกได้ว่าเป็นหนังที่วางเรื่องได้เจ๋งมากเรื่องหนึ่งของปีเลยทีเดียว (ไม่ได้อยากอวย แต่พอดูแล้วมานั่งทบทวน มันดีมากจริง ๆ)
นักแสดง
ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ในบทของนิชา สำหรับทูลกระหม่อมหญิงนั้น ในเรื่องนี้ต้องยอมรับว่าพระองค์ทรงมีพัฒนาการในการแสดงที่ดีขึ้นมากกว่ากษัตริยาและหนึ่งใจเดียวกัน โดยเฉพาะในการแสดงพระอาการต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เรียกว่าเข้าถึงบทบาทอย่างยิ่ง จะมีก็เพียงบางครั้งที่ยามท่านทรงปราศรัยนั้นยังติดภาพในเชิงกล่าวสอน ทำให้ในบางฉากอารมณ์มันผิดเพี้ยนไป เช่นตอนที่นิชาพูดกับทัชทั้งที่น่าพูดเหมือนคุยกันตามปกติ กลับออกมาเหมือนนิชาพยายามสอนทัชเสียอย่างนั้น แต่ทูลกระหม่อมทรงแสดงได้ดีเป็นธรรมชาติในส่วนที่เป็นการหยอกเล่นกับเพื่อนร่วมงาน พูดคุยจริงจังในตอนถูกสอบสวน และแสดงอารมณ์โกรธยามถกเถียงกับณอนและทัช
ชาคริต แย้มนาม ในบทของทัช มือปืนรับจ้างที่ผันตัวมาเป็นบอดี้การ์ดให้นิชา ฝีมือการแสดงของชาคริตนั้นแทบไม่ต้องติอะไรแล้ว เพราะชาคริตทำงานของเขาได้ดีเสมอ ยิ่งในบทของมือปืนที่ต้องมีการบีบคั้นอารณ์เช่นนี้ ออกจะเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วสำหรับเขา
ธีรภัทร สัจจกุล ในบท เจตต์ หัวหน้าหน่วยรักษาความมั่นคงของชาติ คุณตุ้ยเล่นได้ดีนะคะ ทำให้รู้สึกอยากเอาทุเรียนฟาดหน้าได้ดีจริง ๆ ไม่คิดเลยว่าจะได้เห็นเจ้าตัวมาเล่นบทชวนให้เอาบาทาลูบพักต์เช่นนี้ แต่กระนั้นยังมีข้อติเล็ก ๆ คือบางทีดูคุณตุ้ยแกแสดงนิ่งไปบางครั้ง จนบางทีดูไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรต่อเหตุการณ์นั้น
ชอว์น หยู รับบทญอน นักธุกิจใหญ่จากฮ่องกง(ใต้หวัน?) ที่มาลงทุนในไทยและทำงานช่วยเหลือสังคม ในขณะที่เบื้องหลังนั้นเป็นตัวการใหญ่ที่เอาคนไปทดลองไวรัส ....การแสดง “สมบทบาท” (ท่านจะเอาอะไรกับนักแสดงที่มีฝีมือขนาดนี้อีกเล่า -_-“ )
นพพล โกมารชุน ในบทวีระ นู๋ชอบแกนะ ยิ่งแกมาเล่นหนังในบทนิ่ง ๆ เงียบ ๆ ร้ายลึกแบบนี้มันยอดมากเลย เสียอย่างเดียว แกเป็นตัวประกอบ T^T
สมพล ปิยะพงษ์ศิริ ในบทของอ๊อด 1 ในผู้ติดเชื้อ ก็ตัวประกอบน่ะนะ แต่เป็นตัวประกอบที่แสดงใด้ใจดีจริง ๆ คือแกก็ยังเล่นเป็นคนตลก แต่ตลกเคล้าน้ำตาเพราะบทมันส่งมาแบบนั้นจริง ๆ
ฉาก
งานฉาก โลเคชั่น ทำได้ดีจนรู้สึกว่านี่ตรูกำลังดูหนังฮอลิวู้ดรึเปล่าฟระ คือดีมากนะคะ มุมกล้องต่าง ๆ มันดูดีมาก ในขณะที่หนังเรื่องอื่น ๆ ไม่มีอะไรแบบนี้เลยจริง ๆ อย่างเช่นฉากตึกสูงระฟ้า ให้คุณนึกถึงฉากในหนังฝรั่งได้เลย อารมณ์นั้นเลยจริง ๆ เรียกได้ว่าเป็นงานที่ปราณีตมากเลย
แม้แต่ฉากไล่ล่าทั้งกลางคืนและกลางวัน มันก็ดูเป็นเรื่องเป็นราวดี และสมจริงทีเดียว แม้จะสงสัยว่ารถบรรทุกอะไรจะทนปืนกลได้ขนาดนั้นก็ตามที :P
ดนตรี
จัดว่าดีนะคะ เพียงแต่หนังไม่ได้เล่นดนตรีมากนัก หลาย ๆ ฉากเอาความเงียบแล้วเล่นด้วยอารมณ์เข้าว่า ดนตรีเลยไม่ต้องจำเป็นมาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มี มันก็มีเป็นระยะ ตามเนื้อเรื่องที่ควรจะเป็น เช่นฉากไล่ล่าต่าง ๆ
เครื่องแต่งกาย
โอเคค่ะ ไม่มีปัญหาอะไรสำหรับเครื่องแต่งกาย หนังระดับนี้เครื่องแต่งกายไม่เอาของกาก ๆ มาใช้แน่นอน แต่ในเรื่องคอสตูมและแต่งหน้านี่ขอบ่นนิดนึง คือ ทีมงานแต่งพระพักต์ทูลกระหม่อมเข้มเสียเกือบทุกฉาก คือบางฉากมันเป็นฉากที่นิชาอยู่ในสถานะลำบาก ต้องหนีการไล่ล่า เออ...ไม่ต้องจัดจ้านขนาดนี้ก็ได้ แบบนี้มันทำให้หนังมันขาดความสมจริง แต่ยังดีที่ตอนท้ายเรื่องทีมงานไม่บ้าจี้แต่งพระพักต์พระองค์เข้มเกินไป ไม่งั้นคนดูอาจจะเสียเซล์ฟกับหนังแน่ ๆ
สรุป
ถ้าสรุปคะแนนนะคะ ส่วนตัวเลยขอให้ 9.5 / 10
โอเวอร์ไป?? ไม่หรอกค่ะ ในภาพรวมหนังทำได้ดีจริง ๆ ดีเกินมาตรฐานหนังไทยที่ดาษดื่น ณ เวลานี้ ทั้งตัวนักแสดงที่ขนเอาตัวมีฝีมือมารวมกันได้ขนาดนี้ เนื้อเรื่องที่อาจจะไม่ได้ซับซ้อนแต่ก็มีเล่นในแง่มุมที่น่าสนใจและทำให้คนที่ให้ความสำคัญกับความรู้สึกของสิ่งที่กระทำอยู่ต้องคิดว่า ความรู้สึก หน้าที่ อะไรคือสิ่งที่ควรทำ และทำอย่างไรบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น
หักไป .25 เพราะ ชาคริตเก่งเกินไป ตำรวจมากันเป็นสิบเป็นร้อย โดนชาคริตคนเดียวเล่นงานได้หมด
หักอีก .25 เพราะ นิชาเป็นนักข่าว ไม่ใช่ทหารหรือมือปืน แต่ในเรื่องออกจะยิงปืนแม่นเกินไปแล้ว 1 นัดต่อ 1 ศพเลยก็ว่าได้
ปล. จริง ๆ เรื่องนี้โทนิโม่มากำกับชิมิ ถึงได้ตายกันเป็นใบไม้ร่วงเลย -_-‘
